สรุปผลคาราบาวคัพ คู่ที่น่าสนใจ

สรุปผลคาราบาวคัพ คู่ที่น่าสนใจ

จบลงไปเรียบร้อยสำหรับ เกมลีคคัพ หรือ คาราบาวคัพ รอบที่สาม รอบนี้เริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นเนื่องจากว่ามีเหล่าทีมจากพรีเมียร์ลีคลงมาร่วมเตะด้วย ทำให้เกมบางคู่ดูสนุกและสูสีมากขึ้น แถมบางคู่ทีมจากพรีเมียร์ลีคมาเจอกันเองอีกด้วย ตอนนี้เตะครบจบหมดแล้วเรามาสรุปผลการแข่งขันคู่สำคัญกันบ้าง

เลสเตอร์ซิตี้ กับ อาร์เซนอล

ถือว่าเป็นคู่เอกประจำการแข่งขันรอบนี้เลยก็ว่าได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าทีมพรีเมียร์ลีคมาเจอกันเอง ไม่เท่านั้นยังเป็นทีมระดับหัวตารางด้วยกันอีกด้วย ผลการแข่งขันเป็น อาร์เซนอลที่ฟอร์มร้อนแรงกว่า เอาชนะไปได้ 2-0 เกมนี้ใครที่ดูสดจะบอกว่าสู้กันสนุกสูสี แม้ว่าจะเป็นทีมผสมทั้งคู่ก็ตาม

นิวพอร์ต กับ วัตฟอร์ด

คู่ต่อไปเราไปดูเกมที่ต้องใช้คำว่า พลิกล็อคกันบ้าง เป็นเกมระหว่าง นิวพอร์ต คันทรี่ ทีมจากลีคทู ได้โอกาสมาเจอกับ วัตฟอร์ด ที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเกินแรงของ วัตฟอร์ดเท่าไร แต่ปรากฏว่า เป็นเจ้าบ้านที่เอาชนะไปได้ 3-1 เกมนี้วัตฟอร์ดเหลือเพียงแค่ 10 ด้วยแต่มาโดนในนาทีที่ 88 ตอนนั้นเกมขาดไปแล้ว ถือว่าเป็นเกมที่เจ้าบ้านเล่นได้ดีกว่าจนเอาชนะไปได้ ส่งวัตฟอร์ดเป็นทีมพรีเมียร์ลีคทีมที่สองได้กลับบ้านไปก่อน

เวสต์บรอม กับ เบรนท์ฟอร์ด

คู่แรกของรอบนี้ที่ถือว่า พลิกล็อค เล็กๆด้วยเหมือนกัน เวสต์บรอมวิช เจอกับ เบรนท์ฟอร์ด คู่นี้หากเทียบกันจริงก็ไม่ห่างกันเท่าไร(เวสต์บรอมวิชจากพรีเมียร์ลีค เบรนท์ฟอร์ดจากแชมเปี้ยนชิพ) ทำให้ผลการแข่งขันออกมาสูสีมากออกเสมอ 2-2 ต้องตัดสินกันด้วยการยิงจุดโทษ สรุปเป็นทาง เบรนท์ฟอร์ดทำได้ดีกว่า ยิงเข้าหมดทุกคน ส่วนเวสต์บรอมวิชมาพลาดในคนสุดท้าย ทำให้ตกรอบไป

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ บอร์นมัธ

อีกคู่เป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ บอร์นมัธ คู่นี้เอาจริงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ไม่ได้เหนือกว่ามาก เพราะว่าเอานักเตะสำรอง และดาวรุ่งลง แต่ก็ยังสามารถเอาชนะบอร์นมัธไปได้ แสดงถึงคุณภาพของนักเตะได้ดี ขุมกำลังแน่นปึ้กอย่างนี้บอกเลยว่าน่าจะลุยทุกถ้วยได้ยาวๆเหมือนเดิม

แพนิคบาย การซื้อที่ไม่ได้อะไรเลยของ ปีศาจแดง

แพนิคบาย การซื้อที่ไม่ได้อะไรเลยของ ปีศาจแดง

สำหรับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เห็นข่าวตลาดซื้อขายในช่วงท้ายนี้ คงคิดได้แค่คำว่า มันอะไรกันครับเนี่ย เพราะจากดีลที่ดูน่าจะมีความหวังทั้งการได้ตัว และยกระดับคุณภาพของทีมได้อย่าง เจดอน ซานโช่ มาตอนนี้กลับต้องมาลุ้นกลับดีลอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เราเชื่อว่าสุดท้าย แมนยู อาจจะมีสถานการณ์ แพนิคบาย หรือการซื้อแบบตื่นตูม ในช่วงโค้งสุดท้ายของตลาดเราบอกเลยว่าจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเอาแบบไม่นานนี้ก็ได้ ถ้าทำแบบนี้ไม่ได้มีผลดีอะไรเลย

ไม่ได้ซื้อเพราะฟุตบอล

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การ แพนิคบายไม่ได้เป็นการซื้อเพื่อการแก้ปัญหาเรื่องฟุตบอล เพราะว่าเหล่าผู้บริหารมองว่าการซื้อนักเตะเข้ามาเป็นเรื่องของกำไรขาดทุน เรื่องของการขายเสื้อมากกว่า ทีนี้การซื้อนักเตะที่เข้ามาเพราะเหตุผลด้านการตลาด ทำให้นักเตะคนนั้น ไม่ได้ลงสนาม หรือ ลงสนามไปก็เพราะโดนสั่งมาจากบอร์ด ผู้จัดการทีมก็ไม่สามารถรีดศักยภาพออกมาได้ สุดท้ายนักเตะและทีมก็ล้มเหลวไปพร้อมกัน

ระเบิดเวลาค่าเหนื่อย

การซื้อในช่วงโค้งสุดท้าย หากไม่ใช่นักเตะที่เค้าจ้องจะขายอยู่แล้ว ส่วนมากจะเป็นนักเตะที่ราคาสูงมาก ทีนี้ซื้อมาแพงแบบไม่ได้อยากได้ มันก็ขายไม่ออกเท่านั้นไม่พอ การซื้อในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้ แมนยูจะโดนโก่งค่าตัวจนหลังหัก รวมถึงค่าเหนื่อยที่จะต้องจ่ายเยอะเกินความจำเป็น เกินค่าเหนื่อยไปมาก สุดท้ายกลายเป็นระเบิดเวลาเรื่องค่าเหนื่อย กับเพดานค่าเหนื่อยที่จะทำให้ทีมเสียเงินเยอะเกินไป ยิ่งวิกฤติโควิท19 แบบนี้ด้วยบอกเลยว่า ตัวแดงในบัญชีกันแบบยาวๆ ให้ดูเคสของ อเล็กซิส ซานเชส เป็นตัวอย่างก็ได้

ตัวตลก

การซื้อแบบตื่นตูมอย่างนี้ เดิมทีเป็นการทำเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทำให้หุ้นขึ้นด้วย แต่เดี๋ยวนี้การซื้อนักเตะแบบตื่นตูม มันกลับให้ผลตรงกันข้าม มันจะทำให้ ภาพลักษณ์เหมือนคนลนลาน ดูเป็นตัวตลกในสายตาคนวงการฟุตบอลด้วยซ้ำไป ส่วนเรื่องหุ้นบอกเลยว่าการซื้อแบบนี้ไม่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นอยากฝากบอก เอ็ด ว่า ถ้าซื้อไม่ได้ก็ไม่ต้องซื้อ

ปัจจัยส่งผลให้ ลิเวอร์พูล หมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์ไปแล้ว

ปัจจัยส่งผลให้ ลิเวอร์พูล หมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์ไปแล้ว

แม้ว่าตอนนี้การฟันธงว่าลิเวอร์พูล หมดสิทธิ์ลุ้นแชมป์มันยังเร็วเกินไป เพราะว่าเกมยังเหลืออีกประมาณ 15 นัด แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าตอนนี้โอกาสของพวกเค้าหลุดลอยไปหมดแล้ว การตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่ 10 คะแนน (หรืออาจะไปไกลถึง 13 คะแนน หากซิตี้เก็บชัยชนะเกมตกค้างได้) มันคงเป็นเรื่องยากที่แชมป์เก่าอย่างลิเวอร์พูลจะไล่ทันในเวลานี้ ปัจจัยอะไรบ้างส่งผลให้ลิเวอร์พูลหมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์

อาการบาดเจ็บ

หากจะโทษอะไรสักอย่างที่ทำให้ลิเวอร์พูลหมดสภาพเลย น่าจะเป็นเรื่องอาการบาดเจ็บของนักเตะที่มาแบบต่อเนื่องเลย เริ่มจาก เวอร์กิล ฟานไดค์ ที่เป็นเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของทีมเจ็บไปจากเกมกับเอฟเวอร์ตัน จากนั้นนักเตะก็ทยอยกันเจ็บเรื่อยมาโดยเฉพาะในแผงหลังที่สุดท้ายต้องถอย ฟาบินโญ่ จากกลางลงมาเล่นเซนเตอร์แบ็ค และ ดึง แนท เซนเตอร์แบ็คดาวรุ่งขึ้นมาเล่นแทน เนื่องจากไม่มีนักเตะเซนเตอร์อาชีพเหลือเลย จนต้องมาซื้อเอาใหม่ในช่วงเวลาท้ายๆของการซื้อขายนักเตะ นึกภาพว่าหากพวกเค้ายังอยู่กันครบ อาจจะยังป้วนเปี้ยนแถวอันดับ 1-3 อยู่ก็ได้

แอนฟิลด์ ไม่ขลัง

ช่วงหลังที่ผลงานตกลงไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าจุดแข็งของพวกเค้าอย่างเกมในบ้าน ไม่ขลังเหมือนเดิม หลังจากพ่ายในบ้านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นั่นเหมือนกับว่า ปราการที่เคยแข็งแกร่งได้ถูกเจาะเป็นรูโหว่ ต่อจากนั้นก็โดนเจาะซ้ำไปเรื่อยๆจนทำให้ตอนนี้การเล่นในบ้านอย่าง แอนฟิลด์ ไม่ได้น่ากลัวอย่างเคยอีกต่อไป พอเก็บแต้มในบ้านไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกบ้านก็คงยากหน่อย

นักเตะไม่ฟิตพอ

แผนการเล่นของ คล็อปป์ ที่ติดตั้งลงไปให้กับลิเวอร์พูล เรารู้กันดีว่ามันคือ เฮฟวี่เมทัล ฟุตบอลที่หาคนทำได้ยากมาก แต่ซีซั่นนี้มันแปลกประหลาดตรงที่เตะกันถี่มาก นั่นทำให้การฟื้นฟูร่างกายเพื่อให้ฟิตตลอดเวลามันไม่ได้ง่ายแบบนั้น พอนักเตะล้า และต้องเตะติดกัน(เนื่องจากว่านักเตะเจ็บไม่มีนักเตะหมุนเวียน รวมถึงนักเตะสำรองยังทำได้ไม่ดีพอเลยจะพักนักเตะตัวหลักไม่ได้) นั่นทำให้นักเตะไม่ฟิตพอ จากนั้นการเล่นตามแผนก็ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จากจุดแข็งก็เลยกลายเป็นจุดอ่อนไป

เอเมอริก ลาปอร์ต ตัวหมากสำคัญของ แมนซิตี้

เอเมอริก ลาปอร์ต ตัวหมากสำคัญของ แมนซิตี้

เกมที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดไปได้ 1-0 เกมนี้หลายคนมองว่าเป็นที่เกมไม่น่าจะยากของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่พอลงสนามจริงกลับไม่เป็นแบบนั้น เชฟฟิลด์ เล่นด้วยยากมากจริงๆ หลายจังหวะสามารถสร้างอันตรายให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้ด้วย แต่ที่พวกเค้าชนะกลับมาได้ ต้องยอมรับว่าตอนนี้ ตัวหมากสำคัญของซิตี้กลับมาแล้ว นั่นคือ เอเมอริค ลาปอร์ต

เกมแรกหลังจากเจ็บยาว
เกมนี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้เอเมอริค ลาปอร์ต เซนเตอร์แบ็คคนสำคัญกลับมาประจำการในรอบ 5 เดือน แน่นอนว่าเกมนี้ เป๊ป อาจจะหวังให้เค้าเรียกความฟิต เรียกจังหวะตัวเอง กลับมาก่อน ซึ่งเค้าเองก็ทำได้ดีทีเดียว หลายจังหวะอาจจะเล่นเหมือนร้างสนามไปนาน แต่โดยรวมพอเค้ากลับมาเหมือนกับแนวรับของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ดูแข็งขึ้นเยอะ เอาง่ายๆว่าการกลับมาของเค้าทำให้แมนซิตี้ เก็บคลีนชีทได้ในรอบ 6 เกมเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี

มาช้าแต่มาแล้ว
ซีซั่นนี้ ก่อนจะเริ่ม เอเมอริค ลาปอร์ต ถูกวางตัวให้เป็นเซนเตอร์แบ็ค ตัวหลักของทีมเลย ด้วยการเล่นอันแข็งแกร่งกับลูกกลางอากาศ เล่นบอลบนพื้นได้ เปิดเกมจากแดนหลังได้ แต่น่าเสียดายที่เค้าบาดเจ็บหนักไปนานถึง 5 เดือน นั่นทำให้แผนของเป๊ปนั่นเป๋ไปเลย ต้องหาคนอื่นมาแทนซึ่งแทนไม่ได้ บวกกับ การเล่นต้องปรับใหม่หมด ผลก็เป็นอย่างที่เห็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้โดนเจาะเยอะมากยังดีที่เกมรุกยิงขึ้นได้ ทำให้เอาชนะมาได้ แม้ว่าจะกลับมาประจำการช้าไปหน่อย แต่เชื่อว่าการกลับมาคราวนี้ ลาปอร์ต น่าจะกลับมาประจำการยาวๆจนจบฤดูกาลไปเลย

การเล่นขึ้นบอลจากแดนหลัง
ทีนี้พอลาปอร์ต กลับมา เหมือนกับว่าเป๊ป ได้ตัวหมากสำคัญกลับมาคืนสนามอีกครั้ง เรื่องสำคัญที่เป๊บอยากให้ทำเป็นเรื่องเกมรับให้เหนียวแน่นไว้ก่อน บวกกับการเล่นฟุตบอลที่ขึ้นเกมจากแนวหลังที่เค้าต้องการ มาทีนี้เค้าจะได้ทำมันอย่างที่ใจต้องการแล้ว บอกเลยว่าช่วงเวลาที่เหลือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะกลับมาน่ากลัวอีกครั้ง คิดแค่ว่ารับเหนียวแล้วบุกโหด ก็เล่นด้วยยากแล้ว

ส่องเกมรอบชิงโคปป้าอิตาเลีย จุดโทษเกมแรกหลังโควิท 19

ส่องเกมรอบชิงโคปป้าอิตาเลีย จุดโทษเกมแรกหลังโควิท 19

เกมรอบชิงชนะเลิศโคปป้าอิตาเลีย เมื่อคืนนี้ต้องบอกว่า หักปากกาเซียนพอสมควรในสายตาคนทั่วไป แต่ถ้าคนที่ติดตามฟุตบอลอิตาลีช่วงหลังจะไม่งงเท่าไร กับการที่ยูเว่แพ้ให้กับนาโปลี เพราะคู่นี้ก็เคยเจอกันมาแล้วในซีซั่นนี้จากรายการอื่นแล้วยูเว่ก็เคยแพ้ไป 2-1 แสดงว่านาโปลีก็มีดีเหมือนกัน เกมนี้มีความน่าสนใจจนเราต้องหยิบมาเล่าให้ฟังกันตรงที่ว่ามันเป็นเกมแรกหลังกลับมาจากโควิท 19 ที่ต้องตัดสินจนถึงการดวลจุดโทษ
เล่นเพียงแค่ 90 นาที
การเล่นฟุตบอลแบบเกมบอลถ้วยอย่างนี้ ส่วนใหญ่หากเสมอกันในเวลาปกติ 90 นาที จะต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที(ครึ่งละ 15 นาที) เพื่อหาผู้ชนะ แต่ด้วยสถานการณ์โควิท 19 ทำให้พอจบเวลาปกติ 90 นาที จะตัดช่วงต่อเวลาออกไปแล้วเข้าสู่ช่วงเตะจุดโทษเลย อันนี้ชอบนะมันช่วยย่นเวลาการเตะฟุตบอลลงไปได้เยอะ อีกอย่างการได้ลุ้นจุดโทษมันได้ลุ้นกว่าการไปเตะรอบต่อเวลาอีกด้วย จากเกมนี้บอลถ้วยอื่นน่าจะทำเหมือนกัน
สนามเงียบก็กดดันไม่แพ้กัน
สิ่งที่ยากมากของการเตะจุดโทษก็คือ วินาทีที่เอาลูกฟุตบอลไปตั้ง นักฟุตบอลจะได้ยินเสียงเชียร์ดังเซ็งแซ่ไปหมดทั้งฝั่งตัวเองและฝั่งตรงข้าม เสียงเชียร์เหล่านี้จะสร้างแรงกดดันให้กับนักเตะมหาศาลเลย หากรับมือไม่ดีอาจจะทำให้เตะผิดพลาดได้ แต่เกมนี้เค้าเตะแบบปิดสนาม ไม่มีเสียงเชียร์ดังกล่าว แต่เชื่อหรือไม่ว่า ความเงียบที่ทุกคนในสนามเงียบกันหมดเพื่อให้นักเตะทั้งคนยิง และ ผู้รักษาประตูได้มีสมาธินั้น มันเงียบเสียจนไม่ได้ยินอะไรเลย ยิ่งทำให้ความกดดันที่แบกรับอยู่แล้วในรอบชิงชนะเลิศยิ่งมากขึ้นไปอีก สังเกตได้จากผู้เล่นของยูเว่ที่ยิงพลาดไปสองคนอย่าง ดีบาล่า และ ดานิโล่ ดูออกเลยว่ากดดันจนยิงพลาด เกมบอลถ้วยที่เหลือของซีซั่นนี้ เราน่าจะได้เห็นภาพแบบนี้อีกหลายครั้งทีเดียว น่าติดตามน่า